( ^^^ ผลงานบางส่วนตัวอย่างงานสอนปี 2548) ก่อนอื่นคงต้องขอย้อน ไปเมื่อปี 2549 ผมเริ่มงานในบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ในตำแหน่ง foreman interior นับว่าเป็นที่เริ่มต้นในสายงานตกแต่งภายในอย่างแท้จริง (ซึ่งก่อนหน้านั้นผมเป็นอาจารย์สอนในระดับ ปวช-ปวส ในภาควิชาการออกแบบ สาขาตกแต่งภายใน มาสักระยะ แต่ก็เป็นแค่เชิงทฤษฎี เหมือนได้ทบทวนสิ่งที่เรียนมาถ่ายทอดในการสอนอีกครั้ง ) ส่วนงานในบริษัทนี้ผลิตงานเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นอยู่กับ style และการออกแบบของบริษัทออกแบบ ที่คอยส่งงานให้อีกที งานมีตั้งแต่งานบ้านพักอาศัย งานโครงการ รีโนเวท ออฟฟิต โรงแรม อาคารสำนักงาน งานโครงสร้างหลากหลายแบบ และหลาย style ส่วนหน้าที่ดูแลงานระบบไฟฟ้า ประปา งานโครงสร้างจนไปถึงงานละเอียดที่ขนาดเป็นมิลลิเมตรครับ แน่นอนมันต่างจากทฤษฎีในหนังสือที่เรียนแน่นอน อันนี้มันเป็นหน้างานจริงที่มีมูลค่า ไม่เหมือนกับการตัดโมเดลในสมัยเรียน ต้องควบคุมความผิดพลาดให้น้อยที่สุด ให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของเวลา ผลงานให้มากที่สุดแก้ลูกค้า

สมัยนั้นต้องบอกครับว่า การยอมรับวัสดุปิดผิวยังไม่นิยมกันมากมายเหมือนกับสมัยนี้ เพราะว่าวัสดุที่จะมาปิดผิวมีความทนทานมากน้อยแค่ไหน ติดไปจะลอกร่อนรึป่าว ? พวกนี้เป็นคำถามที่ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผมขอเล่าให้เห็นภาพกว้างก่อนว่า คืออะไร ทำอย่างไร แล้วออกมาเป็นยังไงนะครับ

ถ้าเราอยากได้เฟอร์นิเจอร์แบบเป็นสีสัน ก็ต้องใช้วิธีการเดียวคือพ่นสีอุตสาหกรรมลงบน วัสดุไม้อัด แต่ก่อนจะพ่นสีจริงได้ ขันตอนการเตรียมวัสดุ หลายขั้นตอน ใช้เวลานาน เริ่มด้วย การลงแป้ง ใช้ดินสอพอง ผสมน้ำ ปิดรอยเซี้ยนของไม้อัด 4mm เสร็จแล้วทาแชลคใส โป๊แดง ขัดเรียบ โป๊วแหลือง พ่นสีรองพื้น พ่นสีจริง
ส่วนถ้าอยากได้ เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีไม้ ก็ต้องใช้ไม้อัดสัก ลายภูเขา (หรือแล้วแต่ชอบ) มาเก็บสี ขอบบานใช้เป็นไม้จริง แล้วจึงใช้วิธีการพ่นเคลือบผิวอีกขั้นตอน กว่าจะได้แต่ละบานทั้งสองวิธีเรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็นครับ เมื่อก่อนใช้เวลานาน บ้านหนึ่งหลังใช้เวลาประมาณ 5-6เดือน (ถ้าบิ้วอินทั้งหลัง) ในปัจจุบันทั้งสองวิธีนี้ก็ยังใช้กันอยู่แต่ ด้วยวัสดุและวิธีการแบบ Premium ที่เราทำให้ลูกค้านั้นก็ยังมีทำอยู่ครับ อันนี้ขึ้นกับ style ด้วยครับว่างานแบบที่เราชอบจะต้องทำงานด้วยวิธีได นอกจากเฟอร์นิเจอร์แล้ว ผ้าม่าน ฝ้าเพดาน สีต่างๆ ต้องคำนึงถึงและให้สอดคล้องกับงานที่จะออกมา และขึ้นอยู่กับยุคสมัยก็ว่าได้ ช่วงก่อนหน้านี้ต้อง Modern เน้นเรียบง่าย ถ้าอยากได้ความหรูหราเพิ่มขึ้นมาก็เป็น Modern luxury ถ้าไม่อยากหรูหราล่ะไม่เน้นแนววิ๊บวั๊บ ก็จะมี Modern Classic หรือชอบน้อยๆไม่เยอะให้มันกลืนๆไปกับห้องก็จะมี Minimal ชอบแบบญีปุนเน้นฟรังชั่นการใช้งาน  Muji คอยรองรับความต้องการ ความชอบ สิ่งเหล้านี้เป็นความชอบส่วนบุคคลครับ ไม่มีถูกผิด แต่จะให้ลงตัวครอบคลุม ใช้อยู่กับงบประมาณในการก่อสร้างด้วยครับ

แล้วเราจะเหมาะกับ style ไหน? อันนี้ต้องเป็นความชอบของลูกค้า เราตื่นมาใช้ชีวิต วันทั้งวันกับบ้านเรา เลือกที่ชอบ แล้วค่อยมาหาวิธีว่าเราจะจัดการกับงบประมาณที่เราเตรียมไว้ครับ

ยังไง หน้าที่พวกนี้ต้องได้ คำเสนอ วิธีการปรับแก้ไขได้จากดีไซเนอร์ ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้เริ่มเข้าไปถึงแต่ละ style ว่าแบบไหนมีลักษณะอย่างไร ให้บรรยากาศแบบไหน และแนวทางวัสดุแบบไหนที่เราเลือกใช้ ครั้งหน้าผมขอเริ่มจากแนว Modern Classic ว่าจริงแล้วมันคืออะไร มีจุดเด่นตรงไหน แล้วเหมาะกันใคร ?

เช่นเคยครับ ท่านที่คิดว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถแชร์หรือเก็บไว้เป็นขอมูลได้ครับเรายินดี ฝากติดตามบทความจากประสบการณ์ของเราได้อีกในตอนต่อไปครับ 🙂
By : natthpong Buddydesign
9 May 2020

Posted in

ใส่ความเห็น